(แก้ไข)ประวัติ บ้านหนองไหลใหญ่
ก่อนอื่นที่จะกล่าวถึง ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านหนองไหลและประวัติความเป็นมาของบุคคลสำคัญในหมู่บ้านหนองไหล ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงความเป็นมาของภาคอีสาน แต่ก่อนภาคอีสานก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศลาว และประเทศลาวก็เป็นเมืองประเทศราช(เมืองขึ้น)ของประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุทธยามาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ช่วงรัชการที่ 1-รัชการที่ 5 เป็นช่วงที่มีการย้ายถิ่นฐานเนื่องจาก การทำศึกสงครามและต้องการที่อยู่ใหม่ความเป็นมาของหมู่บ้านหนองไหล เริ่มจากการอพยบย้ายถิ่นของผู้นำไพล่พล 4 ท่าน คือ แสนโคตร แสนโท แสนเพีย แสนนาม ทั้งสี่ท่านนี้ พระครูถาวรพัฒนคุณ วัดสิริจันโท ได้เรียบเรียง กล่าวว่า ทั้ง 4 ท่านนี้เป็นพี่น้องกัน มีแสนโคตรเป็นพี่ชายคนโต รองลงมาคือแสนโท แสนเพีย และแสนนามเป็นคนน้องคนเล็ก อีกนัยหนึ่งผู้เขียนได้ค้นคว้าจากประวัติบ้านปะอาว เรียบเรียงโดย สมเนตร แววคุ้ม กล่าวว่า แสนนามมีพี่ชายชื่อแสนโท อพยบมาตั้งถิ่นฐานอยู่บึงใหญ่ทางทิศตะวันตก ต่อมาแสนโทได้ไปพบบึงใหญ่ลักษณะเดียวกันอยู่ทางทิศเหนือ ปัจจุบันคือบ้านโพนเมืองมะทัน แสนนามได้พาไพล่พลก่อสร้างบ้านเรือนอยู่ตะวันตกหนองบึงโดยที่พี่ชายจากไป หมู่บ้านของแสนนามจึงเรียกชื่อตามความเป็นมาว่า ป๋า-อาว ต่อมาเพี้ยนเป็น บ้านปะอาว และผู้เขียนได้ทำการค้นคว้า สืบค้น สืบเสาะ สอบถาม จากแหล่งข้อมูลต่างๆ พอจะสันนิฐานได้ว่า
1. ทั้ง 4 ท่านไม่ใช่พี่น้องร่วมสายเลือดกันทั้งหมด ซึ่งบางท่านคงจะเป็นพี่น้องร่วมกองทัพ . 2. บางท่านอาจเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตจริง
3. ทั้ง 4 ท่านอาจเป็นพี่น้องกันทั้งหมดและกล่าวว่า
แสนโคตรเป็นพี่ชายคนโต เห็นด้วยว่าใน 4 หัวหน้ากองทัพ แสนโคตรมีอายุมากกว่าท่านอื่นที่กล่าวมาเป็นการนำเข้าสู่การนำเสนอประวัติศาสตร์บ้านหนองไหล
ประวัติศาสตร์บ้านหนองไหล
บ้านหนองไหลคำ ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2187
แสนโคตร คนมาจากฝั่งเวียงจันทร์ (บ้านหินโงม) สี่พี่น้องคือ แสนโคตร แสนโท แสนเพีย แสนนาม สี่พี่น้องพากันมาหาพื้นเพทำเลจะทำไร่ทำนา และตั้งบ้านเรือน อยู่สืบต่อไปข้างหน้า เมื่อพากันหาดูหมดแล้ว ก็ตกลงเอากันคนละแห่ง แสนโคตรก็เอาบึงใหญ่อยู่ทางทิศตะวันออก แสนโทก็เอาบึงอยู่ทิศเหนือ แสนเพียก็เอาบึงอยู่ทิศใต้ แสนนามเอาบึงอยู่ทิศตะวันตก ต่อมาพากันถากถางที่ของตนทุกๆคน แสนโคตรผู้เป็นพี่ชายใหญ่ก็พาลูกหลานบริวารถากถางออกเป็นไร่นาได้กว้างขวางตามสายบึงทั้งสองฝั่งบึงนี้ทั้งใหญ่ทั้งยาว ขวางตะวัน เป็นทำเลที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำไร่นาได้ดีที่สุด ซึ่งบริเวณนี้มีป่าไม้ใหญ่ล้อมรอบ ในบึงมีน้ำคำ(น้ำซับ)ไหลอยู่ตลอดทั้งปี จึงถูกใจแสนโคตรเป็นหนักหนา พาลูกหลานและบริวารบุกเบิกสถานที่ทำมาหากินได้อย่างรวดเร็วสมใจหมายทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าวกล้าในนาก็งอกงามดีสมความมุ่งหมายทุกอย่าง แสนโคตรก็ปรึกษาหารือกับลูกหลานและบริวารของตนว่า เราควรจะตั้งหมู่บ้านขึ้น ให้เป็นปึกแผ่นอยู่สืบไป จึงมาตกลงกันว่าจะเอาด้านทิศใต้ของทุ่งนาเรานี้แหละเหมาะสมที่สุด เพราะเป็นเนินสูงพอสมควรที่จะปลูกบ้านได้พร้อมทั้งพื้นดินก็ดีสามารถปลูกต้นไม้อะไรก็งอกงามดี เช่น ไม้ไผ่และกล้วยได้ผลดี เมื่อแสนโคตรตกลงกับบริวารและลูกหลานแล้ว ก็พากันหาไม้ประดู่ ไม้แดงมาทำเป็นเสาเรือน และส่วนประกอบอื่นๆของบ้าน หลังจากนั้นก็ช่วยกันปลูกสร้างบ้านเรือน ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของลูกหลานและบริวาร จนเกิดเป็นหมู่บ้านขึ้นและร่วมกันตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “บ้านหนองไหลคำ”ตามชื่อของบึง ต่อมาบ้านก็ขยายใหญ่ขึ้น เป็น สี่สิบ ห้าสิบ หลังคาเรือน แสนโคตรจึงมาปรึกษาหารือกับบริวารลูกหลานว่าเราควรจะตั้งวัด ขึ้นไว้เป็นที่สักการบูชาและเป็นศูนย์รวมด้านจิตใจของชาวบ้าน เมื่อตกลงกันแล้วก็ไปหาไม้ดู่ไม้แดง มาทำเป็นเสากุฏิและส่วนประกอบอื่นๆ จนครบทุกอย่าง จึงลงมือสร้างกุฏิ ขนาด 3 ห้อง แล้วก็พากันไปอาราธนาหลวงปู่ ค่อม ที่บ้านหินโงมฝั่งเวียงจันท์ มาเป็นเจ้าวัด สองเดือนต่อมาก็สร้างกุฏิขึ้นอีกสองหลัง แล้วก็พากันไปนิมนต์เอาลูกศิษย์หลวงปู่ค่อมมาอีก สี่รูป พอครบจำนวนที่จะจำพรรษาปวารณาได้ ต่อมาบ้านหนองไหลก็เจริญมากขึ้น เป็น 150-160 หลังคาเรือน ต่อมาแสนโคตรก็มาคิดว่า วัดของเราอยู่ไกลบ้าน จึงหารือกันย้ายวัดจากทางด้านทิศตะวันออกนาไปตั้งทิศตะวันตกเฉียงใต้ ใกล้กับหมู่บ้านของเราเป็นวัดที่สองในกาลต่อมาแสนโคตร ก็พาลูกหลานและบริวาร สร้างหมู่บ้านมั่นคงได้ระยะหนึ่ง แสนโคตร จึงอำลาลูกหลาน ออกบวชในพระพุทธศาสนา ไม่นานหลวงปู่ค่อมที่ชรามากแล้วก็มรณภาพ เมื่อจัดงานศพเสร็จ ชาวบ้านลูกหลานก็ได้ รดน้ำ(หด สง)ให้หลวงปู่โคตรเป็น สำเร็จโคตร รักษาวัดอาราม ต่อมาได้หลายปีสำเร็จโคตร พาลูกหลานและญาติโยมสร้าง สิมมา (โบสถ์) ขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ทำ สังฆกรรม เช่น ลงสวดปาฏิโมกข์ และอุปสมบสกรรม เป็นหลักของวัดสืบไป ขณะนั้นทางฝ่ายบ้านมีกำนัน คำชมพู เป็นกำนันปกครองหมู่บ้านอยู่เป็นสุข ไม่มีโจร หรือ ขโมย เกิดขึ้นในหมู่บ้าน เพราะชาวบ้านมีศีลธรรม ปฏิบัติศีลห้า เป็นประจำทุกๆวันพระจะทำกิจกรรมการงานใดก็สำเร็จลุล่วงไปด้ายดี ต่างคนต่างสร้างแต่ความเจริญให้กับหมู่บ้าน
ต่อมาสำเร็จโคตรคิดว่า บริเวณวัดใกล้กับถนน พลุกพล่านไปด้วยผู้คนและวัว ควาย เข้าออกหมู่บ้านเวลา เช้า-เย็น ทำให้ไม่สงบ สำเร็จโคตรจึงปรึกษากับชาวบ้าน ขอย้ายวัดไปทางทิศใต้ของหมู่บ้าน ต่อจากนั้นสำเร็จโคตรปกครองวัดมาหลายปีจึงได้สร้าง สิม ขึ้นโดยก่ออิฐใช้ดินเหนียวผสมกับขี้วัวขี้ควายและแกลบเป็นเครื่องยึดอิฐ
ต่อมาสำเร็จโคตรก็ชราภาพมากได้ถึงแก่มรณภาพ จึงตั้ง ญาท่านโสฎา ขึ้นเป็นสมภาร ญาท่านรูปนี้เคร่งครัดทางวินัย และการเรียนสนธ์เรียนมูล เป็นพระสงฆ์ที่ดุมากรูปหนึ่ง ถ้าท่องหรือสวดไม่ได้ท่องไปคา(ติด)ไปท่านต้องเฆี่ยนด้วยแส้หวายอย่างแรง สุดแท้แต่โทษหนักหรือเบาเป็นไปเช่นนี้จนท่านมรณภาพ เมื่อท่านมรณภาพแล้ว คุณอิทธิฤทธิ์ของท่านยังแข็งแกร่งอยู่ ญาติโยมจึงกรึง ไม้กันเกรา (มันปา) เพื่อบรรจุกระดูกของท่านไว้ข้างโบสถ์ เมื่อมีชาวบ้านเข้ามาในบริเวณถ้าไม่แสดงความเคารพสักการะท่านก่อน จะเกิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นทันที ต้องมีคนเฒ่าคนแก่คอยดูแลคนที่ผ่านไปผ่านมา ถ้าไม่ทำตามก็จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นทันที คนทั้งหลายต่างพากันหวาดกลัวกันมาก ท่านเป็นอุปัชฌาย์บวชเณรให้ เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ ก็ญาท่านโสฎานี้แหละ เหตุดังนั้นพระเดชพระคุณ เจ้าคุณอุบาลี จึงมีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนอาจารย์ ได้อย่างดังที่เห็นมา ในการต่อมาก็มาตั้ง ญาท่านจันดา ขึ้นเป็นสมภาร สมัย ญาท่านจันดานี้ กำนัน คำชมพู ก็ได้ถึงแก่กรรมไป กำนันขุ้ย ก็มาเป็นกำนัน ช่วงนี้แหละที่บ้านหนองไหลคำ ก็เปลี่ยนเป็น บ้านหนองไหลใหญ่ ที่เกิดขึ้นเต็มหนอง หนองไหลใหญ่นี้เป็นเลนลึก สามเมตร คนจะลงไปไม่ได้เลย ถ้าจะลงไปตัดไหลถอนไหลต้องขี่ช้างลงไป แต่ช้างลงไปได้ไม่ลึก ลงได้เพียง 1 เมตรเท่านั้นเพราะมันกลัวปลากระเบนแทงมันมันจึงไม่ลงไป สมัยนั้น ญาท่านคำขาว เป็นสมภาร แต่อยู่ได้ไม่นานเพราะเป็นพระที่ดุมากๆ ถ้าพระวัดไหนทำไม่ดีจะจับสึกและลงโทษทันที ต่อมาก็ถูกพระดีมีวิชา ใส่หุ่น ถึงแก่มรณภาพไป เพราะพระสมัยนั้นมีวิชาอาคมมากประมาทไม่ได้
ต่อมาจึงตั้งให้ ญ่าท่านทุย ขึ้นเป็นสมภาร แต่ก็อยู่ได้ไม่นานก็ลาสิกขาบทไปมีครอบครัว จากนั้ ญาท่านแสง ก็เป็นสมภารต่อ ชึ่งท่านเป็นทั้งช่างและหมอมนต์ด้วย ท่านได้พาพระสงฆ์สามเณรและญาติโยมสร้างกุฎิสามชั้นขึ้นหลังหนึ่ง สิ้นเงิน 830 บาท 60 สตางค์ เมื่อ พ.ศ. 2479 เดือน 9 ขึ้น 9 ค่ำ วันอังคาร สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2480 ต่อมาญาท่านมีเหตุบาดหมางใจกับกำนันขุ้ย จึงได้พาญาติโยมไปตั้งบ้านและวัดใหม่ ที่บ้านหนองผือ อำเภอเขมราฐ เมื่อกำนันขุ้ยถึงแก่กรรม ก็ตั้งพ่อใหญ่แพงขึ้นเป็น กำนันแพง ช่วงนี้ บ้านหนองไหลใหญ่ จึงเปลี่ยนเป็น บ้านหนองไหล สืบมา วัดก็เปลี่ยนเป็น วัดบ้านหนองไหล ในสมัยนี้ หลวงปู่สิงห์ สัตย์ธรรม ได้มาเป็นสมภารอยู่พักหนึ่ง ญ่าท่านพุฒ ก็มาจากกรุงเทพฯ ก็มาเป็นสมภารต่อไป ท่านได้พัฒนา วัดบ้านหนองไหล อยู่หลายปี ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์คือ พระครูญาญวิริญากร จนกระทั่งอายุ 91 ปีก็ถึงแก่มรณภาพ แล้วก็เอา มหาสมภพ สี่ประโยคมาเป็นสมภาร อยู่ได้ไม่นาน ทำตัวไม่ดี ก็ถูกตำรวจจับสึกไป วัดบ้านหนองไหลมีแต่ผู้รักษาการอยู่ระยะหนึ่ง หลวงปู่ฐาน ก็ได้รับพระราชทานตราตั้ง ตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดบ้านหนองไหล องค์ปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาวัดอีกครั้ง ปัจจุบันวัดบ้านหนองไหลมีกำแพงเป็นรั้วรอบขอบชิด เป็นที่เชิดหน้าชูตาให้กับผู้ที่พบเห็นและผู้ที่สัญจรผ่านไปมา
ปัจจุบัน(ปี พ.ศ. 2552) บ้านหนองไหล ประกอบด้วยประชากร 4 หมู่บ้าน
1.บ้านหนองไหลหมู่ที่ 1 ตั้งอยู่ทางทิศ เหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ของวัดบ้านหนองไหล
2.บ้านหนองไหลหมู่ที่ 2 ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ และ ทิศตะวันตก ของวัดบ้านหนองไหล
3.บ้านหนองไหลหมู่ที่ 12 ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ของวัดบ้านหนองไหล
4.บ้านพรานบุญหมู่ที่ 13 เดิมคือ บ้านหนองไหลหมู่ที่ 13 ตั้อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
ประวัติของวัด สิริจันโท
สถานที่ตั้ง
บ้านหนองไหล หมู่ที่ 1 ต.หนองขอน อ.เมืองอุบล จ.อุบลราชธานี
การคมนาคม
การเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง
การเดินทางจากจังหวัดอุบลราชธานีโดยรถประจำทางมีรถโดยสาร 2 แถว มี 2 สาย คือ
1.รถโดยสารสาย อุบล-เขื่องใน ออกโดยสารเวลา 05.00-17.00 น.ทุกวัน
2.รถโดยสารสายอุบล-ท่าวารี ออกโดยสารเวลา 05.00-17.00 น. ทุกวัน
สถานที่จอดรถโดยสาร ใกล้สี่แยกกิโลศูนย์ คิวจอดรถอยู่ข้างวัดทองนพคุณ รถโดยสารจะออกจากจังหวัดอุบลราชธานีเป็นระยะทาง 16 กิโลเมตร โดยแล่นตามถนนแจ้งสนิททางไปจังหวัดยโสธร โดยแล่นผ่านบ้าน ท่าบ่อ บ้านหนองแก บ้านทุ่งบูรพา บ้านทุ่งขุนใหญ่ และมาลงรถที่สี่แยกบ้านหนองไฮ ค่าโดยสาร 10 บาท นั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างเข้ามา บ้านหนองไหล มาถึงสี่แยกค่ายลูกเสือจังหวัดอุบลราชธานี เลี้ยวขวาเข้า วัดสิริจันโท ค่าโดยสาร 30 บาท เมื่อมาถึงหน้าวัดจะมองเห็นป่าหนาทึบตั้งอยู่ทางด้านหลังของโรงเรียนบ้านหนองไหลและด้านหลังสถานีสาธารณะสุขชุมชนบ้านหนองไหล
เดินเข้าไปในบริเวณวัดสภาพป่ายังอุดมสมบูรณ์ จะเป็นที่ว่างเฉพาะ ถนน และบริเวณที่มีสิ่งปลูกสร้างต่างๆ โดยพื้นที่อื่นๆยังคงสภาพป่าเอาไว้ เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด
ประวัติและความเป็นมาของวัดสิริจันโท
วัดสิริจันโทนี้ ครั้งแรก ตั้งเมื่อ พ.ศ. 2431 โดย พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สมัยที่ท่านกลับมาจากการเรียนที่กรุงเทพมหานคร ตอนนั้นท่านได้เปรียญธรรมสามประโยค ในนามพระมหาจันทร์ ท่านมาจากกรุงเทพฯมาจำพรรษากับพระอุปัชฌาย์ มาอุปัฏฐาก ท่านม้าว (เจ้าอธิการม้าว เทวธัมมี) วัดสีทอง (วัดศรีอุบลรัตนศาสดารามในปัจจุบัน) ในปีกุน พ.ศ. 2430 เป็นพรรษาที่ 11 พอพรรษาที่ 12 พระมหาจันทร์ออกมาจำพรรษาที่บ้านหนองไหล ได้พาญาติโยมถากถางต้นไม้น้อยออกให้พอดีที่จะปลูกกุฏิ เพราะเป็นป่าใหญ่ วัดรอบต้นตั้งแต่สามเมตรขึ้นไปเป็นป่าใหญ่มาก ตอนกลางคืนมีแต่ฟูงสัตว์ป่า เช่น เสือโคร่ง เสือดาว มีเป็นฝูงๆอยู่ในป่าดงใหญ่นี้ ซึ่งออกหากินในตอนกลางคืน ชาวบ้านในระแวกนั้นไม่มีใครกล้าเดินตามถนนในป่าแห่งนี้หลังจากที่พระอาทิตย์ลับยอดไม้แล้ว เพราะกลัวเสือและสัตว์ต่างๆ ต่อมาได้สร้างกุฏิขึ้น แปดหลัง และหอฉันอีกหนึ่งหลัง แสดงธรรมตามวันธรรมสวนะเพื่ออบรมญาติโยมให้ได้รับข้อปฏิบัติอันดีงาม และมีพระมาอุปฐากและเรียนหนังสือมูลเดิมและบาลี ทั้งหมดแปดรูป อยู่ตลอดพรรษา
หน้าแล้งปีนั้น เจ้านครจำปาสัก (ขณะนั้นยังอยู่ในความปกครองของไทย) แต่งกรรมการมาขอพระธรรมยุติจากท่านม้าว ไปตั้งคณะธรรมยุติที่เมืองนครจำปาสักซึ่งอยู่ติดกับเมืองอุบล ในการหารือ ทีแรกยังหาคนไปไม่ได้ ที่สุดพระมหาจันทร์ต้องรับภาระของพระอุปัชฌาย์ไปจัดการ โดยเดินทางไปจำปาสักในปลายปี พ.ศ. 2431 วัดนี้ก็กลับมาเป็นวัดร้างเป็นป่าอีกครั้ง
ต่อมาปีพ.ศ. 2517 พระครูสังฆรักบุญตา รองเจ้าอาวาสวัดบ้านหนองไหล ได้ปรึกษากับเจ้าอาวาสพาพระเณรและชาวบ้าน มาวัดตารางพื้นที่พร้อมกับ กำนันทา พูลเพิ่ม กะเอาไว้ ประมาณ 100 ไร่ แล้วพระครูสังฆรักบุญตาก็พาพระเณร
และญาติโยมทำถนนล้อมรอบทุกด้าน ถนนด้านทิศใต้ ตะวันออก ตะวันตก กว้าง 8 เมตร ทิศเหนือ กว้าง 6 เมตร เท่านั้น ต่อมาได้สร้างกุฏิขึ้นหนึ่งหลัง กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร หลังคาเทคอนกรีตทรงปันหยา เป็นที่นั่งนอนและทำสมาธิ สิ้นเงิน 1322 บาท ปีต่อมาปลูกขึ้นอีกหนึ่งหลัง ปีต่อมาปลูกศาลาเอนกประสงค์ขึ้น กว้าง 8 เมตร ยาว 15 เมตร เป็นหลังแรกปีต่อมาก็ยกปีละห้องสองห้องบ้างจนถึง 10 ห้อง รวมความยาว 40 เมตร ส่วนกุฏิก็ปลูกมาเป็นลำดับถึง 10 หลัง ห้องน้ำ 2 หลัง ต่อมาได้สร้างโบสถ์เป็นรูป 8 เหลี่ยม กว้าง 13 เมตร สูง 22 เมตร พื้นด้านในเป็นหินขัด ประตู หน้าต่าง ลงลักปิดทองสิ้นเงิน1,500,000 บาท ต่อจากนั้นก็ได้สร้างมาทุกๆปี ปีละอย่าง
ยอดบริจาคร่วมทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคี
วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม 2553
ณ วัดสิริจันโท
——————————————————-

































